คีมตัดสายไฟ
คีม คีมล็อค คีมชนิดต่างๆ

เจาะลึก คีมตัดสายไฟ ใช้ตัดสายแบบไหนได้บ้าง?

คีมตัดสายไฟ ( Wire Cutter ) เป็นเครื่องมือช่างพื้นฐานที่ทุกคนควรมีติดกล่องเครื่องมือช่าง ถึงแม้ว่าจะดูเป็นเครื่องมือชิ้นเล็กๆ แต่กลับมีบทบาทสำคัญในงานช่างไฟฟ้าพอสมควร ตั้งแต่งานติดตั้งระบบ งาน DIY และแม้กระทั่งงานอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยความสามารถในการตัดสายไฟที่หลากหลายประเภท คีมชนิดนี้จึงถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสายทองแดงที่พบในระบบไฟบ้านทั่วไป การตัดสายอลูมิเนียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงสายเคเบิลขนาดใหญ่ในโรงงาน รวมถึงสายโทรศัพท์หรือสายสัญญาณที่ต้องการความแม่นยำสูง

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้คีมผิดประเภทไม่เพียงแต่ทำให้ตัดสายได้ยากขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อความเสียหายของสายไฟ เครื่องมือ และผู้ใช้งานเอง ดังนั้นการเข้าใจว่า “คีมตัดสายไฟ แต่ละแบบใช้ตัดสายชนิดไหนได้บ้าง” จึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลที่จำเป็น พร้อมคำแนะนำการเลือกคีมให้เหมาะสมกับงาน เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งานของเครื่องมืออย่างเต็มที่

ความเข้าใจพื้นฐาน คีมตัดสายไฟ คืออะไร?

โครงสร้างของ คีมตัดสายไฟ

  • ใบมีดเฉียง (Diagonal Blade) สำหรับตัดแบบเฉียง โดยใบมีดจะถูกจัดวางในมุมเฉียงเมื่อเทียบกับแนวด้ามจับ ซึ่งช่วยให้ตัดวัสดุได้ง่ายขึ้น โดยใช้แรงน้อยลง และสามารถเข้าถึงพื้นที่แคบหรือมุมอับได้สะดวก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการตัดสายที่อยู่ชิดผนังหรือมุมกล่องไฟ
  • ข้อต่อชนิดสปริง (บางรุ่น) จะมีสปริงเสริมที่ช่วยให้ปากคีมเด้งกลับโดยอัตโนมัติหลังจากการบีบ ทำให้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องออกแรงเปิดเอง ช่วยลดความเมื่อยล้าของมือ โดยเฉพาะในงานที่ต้องตัดสายหลายครั้งหรืองานประกอบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำ
  • ด้ามจับพร้อมฉนวนกันไฟ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานกับไฟฟ้า ด้ามคีมควรหุ้มด้วยวัสดุฉนวนคุณภาพสูง และผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น VDE หรือ IEC60900 เพื่อป้องกันการเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากสายที่ยังมีกระแสอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในงานระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำถึงปานกลาง

คีมตัดสายไฟ

ประเภทของ คีมตัดสายไฟ

  • คีมตัดสายไฟ ทั่วไป (Standard Wire Cutter): ใช้สำหรับตัดสายทองแดงหรือสายไฟขนาดเล็กถึงกลางที่พบในงานติดตั้งไฟฟ้าทั่วไป เช่น สายขนาด 1.5 – 4 ตารางมิลลิเมตร เหมาะกับช่างไฟหรือผู้ใช้งานทั่วไปในบ้าน จุดเด่นคือใช้งานง่าย น้ำหนักเบา และมีความคล่องตัวสูง
  • คีมตัดสายไฟ แรงสูง (Insulated Cutter – VDE Certified): คีมชนิดนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน VDE หรือ IEC60900 ซึ่งสามารถใช้งานได้กับระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันสูงถึง 1,000 โวลต์ มีฉนวนกันไฟหุ้มด้ามอย่างแน่นหนา เหมาะสำหรับช่างไฟฟ้ามืออาชีพที่ต้องทำงานกับไฟฟ้าขณะยังมีกระแสอยู่ ป้องกันไฟดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คีมตัดสายเคเบิล (Cable Cutter): ออกแบบมาเพื่อตัดสายไฟขนาดใหญ่ที่มีหลายแกนหรือมีฉนวนหนา เช่น สายเมนไฟฟ้า สายในโรงงานอุตสาหกรรม หรือสายเคเบิลแรงสูง ใช้กลไกส่งแรง (เช่น ข้อต่อแบบ Compound Action) ทำให้ตัดสายได้โดยใช้แรงน้อยลง ใบมีดต้องแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้สึกเร็ว
  • คีมตัดสายเล็ก/สายโทรศัพท์ (Precision Cutter / Micro Cutter): คีมขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่องานที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น การตัดสายไฟในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ งานบัดกรี สายสัญญาณ สายโทรศัพท์หรือสายกล้องวงจรปิด ใบมีดคมและบาง ช่วยให้ตัดแม่นยำโดยไม่ทำให้แกนสายเสียหาย

คีมตัดสายไฟ ใช้ตัดสายแบบไหนได้บ้าง?

1. สายทองแดง (Copper Wire)

สายทองแดงเป็นสายไฟที่พบได้ทั่วไปในงานระบบไฟฟ้าภายในบ้าน อาคารสำนักงาน รวมถึงงานซ่อมบำรุงระบบแสงสว่างและปลั๊กไฟ จุดเด่นของสายทองแดงคือมีค่าการนำไฟฟ้าสูง แข็งแรงพอสมควร และยังยืดหยุ่นมากกว่าสายโลหะประเภทอื่น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการดัดงอหรืองานติดตั้งในพื้นที่แคบ

  • ขนาดสาย: 0.5 – 4 ตารางมิลลิเมตร เป็นขนาดที่พบได้บ่อยที่สุดในสายไฟบ้าน เช่น สายไฟสำหรับหลอดไฟ ปลั๊ก หรือวงจรย่อยทั่วไป
  • คีมแนะนำ: Standard Wire Cutter สำหรับการใช้งานทั่วไป หรือ Insulated Cutter ที่มีฉนวนกันไฟ สำหรับใช้งานในจุดที่อาจมีกระแสไฟฟ้า
  • ข้อควรระวัง: ควรเลือกคีมที่มีใบมีดคมและแข็งแรง เพราะหากใบมีดทื่อหรือไม่สมบูรณ์จะทำให้สายทองแดงบิดงอหรือเกิดเสี้ยนขณะตัด ซึ่งอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อไฟฟ้า รวมถึงอาจทำให้เกิดความร้อนสะสมหรือไฟฟ้าลัดวงจรได้ในอนาคต หากต้องตัดสายทองแดงบ่อย ควรเลือกคีมที่ออกแบบให้สามารถตัดได้ในครั้งเดียวโดยไม่ต้องออกแรงมาก และสามารถควบคุมการตัดได้อย่างแม่นยำ

2. สายอลูมิเนียม (Aluminum Wire)

สายอลูมิเนียมเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่นิยมนำมาใช้เป็นสายไฟ โดยเฉพาะในระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น งานติดตั้งในอาคารพาณิชย์หรือระบบส่งกำลัง เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าสายทองแดง ราคาถูกกว่า และยังสามารถนำไฟฟ้าได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะไม่เทียบเท่าสายทองแดงก็ตาม อย่างไรก็ตาม สายอลูมิเนียมมีจุดอ่อนคือเปราะกว่าและมีโอกาสเกิดปัญหาขั้วต่อหลวมเมื่อใช้งานนาน ๆ

  • ขนาดสาย: 2.5 – 10 ตารางมิลลิเมตร เป็นขนาดที่พบได้ในระบบไฟแสงสว่าง, ระบบแอร์ หรือสายเมนไฟหลักของบ้านหรืออาคาร
  • คีมแนะนำ: ควรใช้ Cable Cutter หรือ Heavy Duty Cutter ที่มีใบมีดแข็งแรง ออกแบบมาสำหรับงานตัดสายที่มีแกนโลหะหนาโดยเฉพาะ คีมเหล่านี้มักมีกลไกส่งแรง เช่น ข้อต่อหลายชั้น ที่ช่วยให้ตัดสายอลูมิเนียมขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้คีมทั่วไปหรือคีมที่ไม่ระบุว่าสามารถตัดสายอลูมิเนียมได้ เพราะใบมีดอาจไม่แข็งพอ ทำให้เกิดการบิ่นหรือเสียรูป และอาจส่งผลให้คีมเสียหายถาวร อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการตัดสายไม่ขาดในครั้งเดียว ส่งผลให้สายเสียหายจนต้องตัดใหม่หรือเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อ

3. สายไฟเคลือบ (Insulated Wire)

สายไฟแบบเคลือบพลาสติกหุ้มฉนวนเป็นสายที่ใช้งานแพร่หลายในระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น สายไฟสำหรับหลอดไฟ ปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมถึงในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความแม่นยำในการตัดสูง โดยสายประเภทนี้มีฉนวนพลาสติกหุ้มรอบแกนทองแดงหรืออลูมิเนียมเพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วไหลและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

  • คีมแนะนำ: ควรเลือก คีมตัดสายไฟ ที่มีใบมีดคมเรียบและบาง เพื่อให้สามารถตัดได้อย่างเฉียบคมโดยไม่ทำให้ฉนวนเสียหายหรือฉีกขาด โดยเฉพาะในสายไฟขนาดเล็กที่ฉนวนบาง หากฉนวนขาดหรือฉีกแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดไฟรั่วได้เมื่อใช้งานจริง
  • สายขนาดเล็ก เช่น 0.2 – 1.5 ตารางมิลลิเมตร ซึ่งพบได้บ่อยในวงจรควบคุม เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความแม่นยำสูง
  • ใช้ควบคู่กับคีมปอกสายไฟจะดีที่สุด เพราะแม้คีมตัดจะตัดสายได้ แต่การปอกฉนวนให้สะอาดโดยไม่กระทบแกนในจำเป็นต้องใช้คีมปอกสายที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อป้องกันการบาดหรือขาดของแกนทองแดงภายใน ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพในการนำไฟลดลงหรือเกิดจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัย

คีมตัดสายไฟ

4. สายเคเบิล (Electrical Cable / Power Cable)

สายไฟที่มีหลายแกนในเส้นเดียว หรือที่เรียกว่าสายเคเบิล (Multicore Cable) มักถูกใช้ในงานที่ต้องรับโหลดไฟฟ้าสูง เช่น ระบบไฟฟ้าแรงดันกลางถึงสูง ไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม สายเมนไฟหลักในอาคาร หรือระบบไฟสำรอง ซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าสายไฟทั่วไป โดยประกอบด้วยแกนไฟฟ้าหลายเส้นภายในชั้นฉนวนรวม และมักหุ้มด้วยชั้นป้องกันพิเศษ เช่น PVC, XLPE หรือสายหุ้มเหล็ก เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงดึง แรงกระแทก และความร้อน

  • คีมแนะนำ: ควรใช้ Cable Cutter ที่ออกแบบมาสำหรับงานหนัก มีแรงกดสูง ใบมีดแข็งแรงเป็นพิเศษ เช่น คีมที่มีระบบข้อต่อช่วยผ่อนแรง (Compound Action) หรือใบมีดโค้งสำหรับตัดฉนวนรอบนอกโดยไม่ทำลายแกนใน
  • ตัวอย่างเช่น Knipex 95 Series ที่สามารถตัดสายเคเบิลได้หลายประเภทโดยใช้แรงเพียงเล็กน้อย หรือ Milwaukee Cable Cutter ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับงานภาคสนามและงานไฟฟ้ากลางแจ้ง
  • ข้อควรระวัง: สายเคเบิลมักมีฉนวนหนาและหลายชั้น รวมถึงแกนภายในที่แข็งแรง หากใช้คีมไม่เหมาะสม เช่น คีมทั่วไปหรือใบมีดไม่แข็งพอ อาจทำให้คีมเสียหาย ตัดไม่ขาด หรือฉนวนขาดไม่เรียบ ส่งผลให้ต้องตัดซ้ำและเสียเวลาทำงาน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการบาดมือหรือทำลายสายด้านในได้

5. สายโทรศัพท์/สายสัญญาณ (Telephone/Signal Wire)

สายขนาดเล็กมาก เช่น สายโทรศัพท์ สาย LAN สายสัญญาณภาพเสียง หรือสายควบคุมในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน มักมีแกนทองแดงขนาดเล็กมาก บางเส้นเป็นแบบฝอยที่รวมกันหลายเส้น ทำให้การตัดสายประเภทนี้ต้องใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง เพื่อไม่ให้แกนเสียหายหรือเกิดรอยแตกบริเวณจุดตัด

  • คีมแนะนำ: Precision Cutter หรือ Micro Cutter ที่ออกแบบมาสำหรับงานอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ มีใบมีดขนาดเล็ก คมบาง และมีรูปทรงที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่แคบได้ง่าย เหมาะกับการตัดสายที่อยู่บนแผงวงจร หรืองานเดินสายละเอียดในกล้องวงจรปิดและระบบเครือข่าย
  • คุณสมบัติ: ใบมีดบางพิเศษ สามารถตัดได้อย่างเฉียบคมโดยไม่ทำลายแกนทองแดงภายใน ลดความเสี่ยงที่ปลายสายจะเสียรูปหรือบิดงอ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของการส่งสัญญาณโดยตรง นอกจากนี้ ด้ามจับของคีมควรมีความเบาและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อให้ควบคุมการตัดได้อย่างแม่นยำในทุกองศา
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ คีมตัดสายไฟ ทั่วไปหรือคีมใบมีดหนาในการตัดสายประเภทนี้ เพราะใบมีดที่ไม่เหมาะสมอาจบีบอัดฉนวนจนเสียหาย หรือบิดแกนภายในจนสายใช้งานไม่ได้ ซึ่งจะกระทบทั้งความเสถียรของสัญญาณ และอาจต้องเปลี่ยนสายใหม่ทั้งเส้น

6. สายเหล็กหรือสายโลหะบาง (Steel Wire / Shielded Cable)

เช่น สายเคเบิลหุ้มโลหะ หรือสายลวดเหล็กที่ใช้เป็นสายดึงยึดในระบบไฟฟ้า หรือระบบร้อยสายที่ต้องการความแข็งแรงทางกายภาพสูง โดยสายประเภทนี้มักมีโครงสร้างแข็งพิเศษ บางครั้งทำจากเหล็กกล้า (Steel Core) หรือหุ้มด้วยชั้นโลหะที่มีคุณสมบัติป้องกันการกระแทกและการดึงรั้งสูง

  • คีมแนะนำ: ควรเลือกใช้ คีมตัดสายไฟ ประเภท Heavy-Duty Cutter หรือคีมตัดเหล็กโดยเฉพาะที่มีใบมีดแข็งระดับ HRC สูง สามารถรองรับแรงตัดกับวัสดุแข็ง เช่น ลวดเหล็ก สลิง หรือสาย Shielded Cable ได้ดี โดยเฉพาะคีมที่มีระบบส่งแรงหลายชั้น หรือใบมีดทรงโค้งพิเศษจะช่วยให้ตัดได้ง่ายขึ้น
  • ตัวอย่าง: Knipex TwinForce ซึ่งสามารถเพิ่มแรงตัดได้มากกว่าคีมทั่วไปหลายเท่าโดยใช้แรงมือเท่าเดิม หรือ Irwin Power Cut ที่เหมาะสำหรับการใช้งานภาคสนามและงานก่อสร้างที่ต้องการตัดวัสดุแข็งเป็นประจำ
  • ข้อควรระวัง คีมตัดสายไฟ ต้องมีแรงตัดสูงเพียงพอ และต้องตรวจสอบว่าออกแบบมาสำหรับตัดโลหะหรือสายเหล็กโดยเฉพาะ ห้ามใช้ คีมตัดสายไฟ ทั่วไป เพราะอาจทำให้ใบมีดเสียหาย หัก หรือบิ่นได้ทันที ควรอ่านสเปกจากผู้ผลิตก่อนใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและยืดอายุเครื่องมือ

คีมตัดสายไฟ

วิธีเลือก คีมตัดสายไฟ ให้เหมาะกับสายที่ต้องการตัด

1. พิจารณาขนาด และความแข็งของสาย

  • ถ้าสายเล็ก ใช้ Micro Cutter หรือ Standard Cutter ก็เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสายมีขนาดต่ำกว่า 2 ตารางมิลลิเมตร เช่น สายสัญญาณ สายควบคุม สายทองแดงเบอร์เล็ก หรืองานอิเล็กทรอนิกส์ คีมเหล่านี้จะช่วยให้ตัดได้แม่นยำ ไม่บีบอัดหรือทำให้แกนภายในเสียหาย และช่วยให้การตัดมีความเรียบร้อยมากขึ้นในพื้นที่แคบหรืองานละเอียด
  • ถ้าสายใหญ่/แข็ง ใช้ Cable Cutter หรือ Heavy Duty เท่านั้น เช่น สายไฟฟ้าเมน สายเคเบิลที่มีฉนวนหนา หรือสายโลหะหุ้ม ที่ต้องใช้แรงตัดสูง คีมในกลุ่มนี้จะมีใบมีดแข็งพิเศษและมีกลไกช่วยผ่อนแรงเพื่อไม่ให้เกิดอาการเมื่อยล้าระหว่างการใช้งาน อีกทั้งยังช่วยป้องกันอันตรายจากการใช้คีมผิดประเภทที่อาจทำให้ใบมีดแตกหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างตัด

2. เช็กคุณสมบัติด้านความปลอดภัย

  • หากใช้ในงานไฟฟ้า ควรเลือก คีมตัดสายไฟ ที่มีฉนวนกันไฟตามมาตรฐาน VDE หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น IEC 60900 ซึ่งรับรองว่าคีมสามารถป้องกันกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 1,000 โวลต์ ด้ามจับของ คีมตัดสายไฟ ควรหุ้มด้วยวัสดุฉนวนคุณภาพสูงอย่างหนาแน่น ไม่มีรอยร้าวหรือการเสื่อมสภาพ เพราะอาจทำให้ไฟฟ้ารั่วไหลได้
  • คีมตัดสายไฟ ที่ไม่มีฉนวนห้ามใช้กับสายไฟที่ยังมีไฟเด็ดขาด เพราะอาจเกิดไฟดูดหรือไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ใช้งาน แม้ว่าสายไฟจะมีแรงดันต่ำก็ตาม การใช้คีมที่ไม่มีฉนวนเท่ากับการเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็น

3. ความถนัด และรูปแบบด้ามจับ

  • ด้ามหุ้มยางจะจับสบายมือ ลดแรงสะท้อน โดยวัสดุยางที่ใช้ควรเป็นยางสังเคราะห์คุณภาพสูงหรือ TPR (Thermoplastic Rubber) ซึ่งให้สัมผัสที่แน่นกระชับ ช่วยป้องกันการลื่นหลุดขณะมือมีเหงื่อหรือเปียกน้ำ และช่วยดูดซับแรงกระแทกจากการตัดได้ดี เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ โดยไม่ทำให้เจ็บมือ
  • ด้ามมีสปริงช่วยลดความเมื่อยล้า โดยสปริงจะทำหน้าที่เปิดปากคีมกลับโดยอัตโนมัติหลังจากบีบตัด ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องออกแรงเปิดเองในทุกครั้ง ช่วยลดแรงเกร็งของกล้ามเนื้อมือและนิ้ว และทำให้งานตัดสายไฟจำนวนมากหรือการทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ความคมของใบมีด

  • ใบมีดต้องตัดขาดในครั้งเดียว ไม่มีรอยบิ่น หรือรอยฉีกขาดบริเวณปลายสาย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับสายทองแดงหรือสายเคเบิล การตัดที่ไม่สะอาดอาจส่งผลให้เกิดเสี้ยนหรือทำให้ปลายสายไม่เรียบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเชื่อมต่อกับขั้วไฟหรือขั้วต่อปลายสายได้
  • ตรวจสอบว่าตัดแล้วฉนวนไม่เสียหาย โดยให้พิจารณาจากรอยตัดว่าขอบของฉนวนยังคงแน่นชิดกับแกนสาย หรือไม่หากฉนวนหลุด ฉีก หรือเปิดออกแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เกิดไฟรั่วเมื่อเดินกระแสไฟจริง โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น งานเดินสายในผนังหรืองานอุตสาหกรรม

สรุป

คีมตัดสายไฟ ไม่ได้มีแค่แบบเดียว และไม่ได้ใช้ตัดได้กับสายทุกชนิด หากเลือกใช้ผิดประเภท อาจทำให้เครื่องมือพังไว เกิดความเสียหายกับสาย หรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ ดังนั้นก่อนเลือกซื้อหรือใช้งาน คีมตัดสายไฟ ควรรู้จักชนิดของสายที่ต้องตัด และเลือกคีมที่ออกแบบมาสำหรับงานนั้น ๆ โดยเฉพาะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *