วิธีดูแล ไขควง ให้ใช้ได้นาน ปลายไม่บิ่น ด้ามไม่แตก
ไขควง เป็นเครื่องมือช่างพื้นฐาน เหมือนยาสามัญประจำบ้าน ที่แทบทุกบ้านต้องมี ใช้ได้ตั้งแต่งานเล็ก ๆ อย่างขันสกรู ซ่อมปลั๊กไฟ ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงงานช่างที่จริงจังขึ้น แม้จะดูเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย หยิบมาก็ขันได้เลย แต่จริง ๆ แล้วไขควงก็สึกหรอและพังได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อใช้ผิดประเภทหรือเก็บรักษาไม่ถูกวิธี
ปัญหาที่พบบ่อย เช่น ปลายบิ่น ปลายมน ปลายลื่น ด้ามแตกหรือหลวม รวมถึงปลาย ไขควง บิดงอจนขันสกรูไม่อยู่ สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากคุณภาพไขควงอย่างเดียว แต่มาจากการใช้งานผิดวิธี เช่น เอาไปงัด แซะ ตอก หรือใช้แทนสิ่ว ในทางกลับกัน ไขควงธรรมดาที่ใช้ถูกงานและดูแลดี ก็สามารถอยู่ได้นานหลายปี
ในบทความนี้จะแนะนำวิธีดูแล ไขควง ให้ใช้งานได้นานขึ้น ตั้งแต่การเลือกให้เหมาะกับงาน วิธีใช้ถนอมปลายไขควง การป้องกันด้ามแตก การทำความสะอาดหลังใช้ ไปจนถึงวิธีเก็บรักษาไม่ให้เป็นสนิมหรือเสียรูป เหมาะกับทั้งเจ้าของบ้าน มือใหม่สาย DIY และคนที่มีเครื่องมือช่างติดบ้านไว้ใช้เป็นครั้งคราว
ทำไม ไขควง ถึงบิ่น แตก หรือเสียเร็วกว่าที่ควร
หลายคนอาจคิดว่า ไขควง เป็นเหล็กแข็ง ๆ ไม่น่าจะพังง่าย แต่จริง ๆ แล้ว ปลายไขควง คือส่วนที่รับแรงมากที่สุด เพราะสัมผัสกับหัวสกรูโดยตรง แรงทั้งหมดจากมือจะถูกส่งผ่านด้ามไปยังปลายไขควง หากปลายไม่พอดีกับร่องสกรู หรือกดไม่ตรงแนว แรงที่ควรใช้หมุนสกรูจะกลายเป็นแรงเสียดสีและแรงบิดที่ทำให้ปลายไขควงเสียหาย
- ใช้ ไขควง ผิดขนาด เช่น ใช้ไขควงแฉกเล็กเกินไปกับสกรูหัวใหญ่ หรือปลายแบนบางเกินไปกับร่องสกรูที่กว้างกว่า เมื่อจับหัวสกรูได้ไม่เต็มหน้า จะเกิดการลื่นไถล ทำให้ทั้งหัวสกรูและปลายไขควงสึกไปพร้อมกัน จนปลายมน บิ่น หรือจับร่องสกรูไม่แน่นเหมือนเดิม
- ใช้ ไขควง ผิดประเภทงาน เช่น เอาไปงัดฝากระป๋อง แซะฝาครอบ ตอกแทนเหล็กส่ง หรือใช้แทนสิ่ว โดยเฉพาะไขควงปากแบนที่หลายคนชอบเอาไปงัดของ การใช้แบบนี้ทำให้ปลายไขควงรับแรงผิดทิศทาง จนบิ่น ขอบเสีย ด้ามแตก หรือก้านคดงอ
- เก็บรักษา ไขควง ไม่ถูกวิธี เช่น เก็บไว้ในที่ชื้น วางปะปนกระแทกกับเครื่องมืออื่น หรือปล่อยให้โดนน้ำมัน คราบเคมี ฝุ่น และความชื้นสะสม ก็ทำให้เกิดสนิม ด้ามจับเสื่อม แตก หรือหลุดจากก้านได้

เลือก ไขควง ให้ตรงหัวสกรู คือจุดเริ่มต้นของการดูแลที่ดีที่สุด
การดูแล ไขควง ให้ใช้ได้นาน ไม่ได้เริ่มจากการเช็ดหรือเก็บหลังใช้งานเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่ การเลือกไขควงให้เหมาะกับสกรู เพราะถ้าเลือกผิดตั้งแต่แรก ต่อให้ไขควงคุณภาพดีแค่ไหนก็บิ่น ลื่น หรือเสียหายได้เร็ว
- ไขควงแฉก มีหลายขนาด เช่น PH0, PH1, PH2, PH3 โดย PH2 เป็นขนาดที่ใช้บ่อยที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้กับสกรูทุกตัว ต้องเลือกขนาดให้ตรงกับหัวสกรู ถ้าสกรูเล็กก็ใช้ไขควงเล็ก ถ้าสกรูใหญ่ก็ต้องใช้ไขควงใหญ่ขึ้น เพื่อให้ปลายสัมผัสร่องสกรูได้เต็มพื้นที่ หากใช้ไขควงเล็กเกินไป ปลายจะกินร่องสกรูไม่เต็ม พอออกแรงมากจะลื่นและทำให้หัวสกรูรูดได้ง่าย
- ไขควงปากแบน ควรเลือกความกว้างและความหนาของปลายให้ใกล้เคียงร่องสกรูมากที่สุด ถ้าปลายแคบไปจะเกิดแรงกดเฉพาะจุดจนบิ่นง่าย ถ้าปลายหนาไปอาจเสียบไม่ได้หรือทำให้ร่องสรูเสียรูป
- สกรูหัวพิเศษ เช่น Torx หรือ Hex ไม่ควรฝืนใช้ไขควงแฉกหรือปากแบนแทน แม้บางครั้งจะพอหมุนได้ แต่จะทำให้ทั้งสกรูและไขควงเสียหายเร็ว เพราะแรงขันไม่ถ่ายลงหัวสกรูอย่างถูกต้อง
พูดง่าย ๆ คือ ไขควง ที่เหมาะสมไม่ใช่ไขควงที่ “พอขันได้” แต่ต้องเป็นไขควงที่ “พอดีกับหัวสกรู” เสียบแล้วต้องแน่น ไม่หลวม ไม่โยก และไม่ต้องฝืนกด หากรู้สึกว่าปลายไขควงขยับในหัวสกรู แปลว่าเลือกขนาดผิด ควรเปลี่ยนก่อนที่ไขควงและหัวสกรูจะเสียหาย
อย่าใช้ ไขควง แทนชะแลง สิ่ว หรือเหล็กงัด
หนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้ ไขควง พังเร็วที่สุด คือ การใช้ผิดหน้าที่ โดยเฉพาะการเอาไขควงปากแบนไปงัด แซะ หรือแงะของ เพราะปลายแบนแข็งและเสียบเข้าช่องแคบได้ง่าย หลายคนจึงนำไปเปิดฝาถังสี แซะฝาครอบ งัดบานพับ หรือแงะชิ้นส่วนที่ติดแน่น ซึ่งเป็นการใช้งานที่ทำร้ายไขควงโดยตรง
ไขควง ถูกออกแบบมาให้รับ แรงบิดในแนวหมุน ไม่ใช่แรงงัดด้านข้าง เมื่อใช้เป็นชะแลง แรงจะกดที่ปลายและก้านในมุมผิดธรรมชาติ ทำให้ปลายบิ่น ก้านงอ หรือด้ามแตกได้ โดยเฉพาะไขควงที่ก้านฝังในด้ามพลาสติก หากงัดแรงเกินไป จุดยึดอาจหลวมหรือด้ามร้าวจากด้านในโดยไม่รู้ตัว
บางคนยังใช้ ไขควง แทนสิ่ว เช่น ตอกเข้าไม้หรือปูน ซึ่งทำให้ปลายเสียรูปเร็ว เพราะไม่ได้ออกแบบมารับแรงกระแทกซ้ำ ๆ (ยกเว้นไขควงตอกเฉพาะทางที่มีโครงสร้างรองรับ แต่ก็ควรใช้ตามข้อจำกัดของมัน ไม่ใช่แทนสกัดงานหนัก)
หากต้องงัด ควรใช้ชะแลงหรือเหล็กงัด หากต้องสกัด ควรใช้สิ่วหรือสกัดโดยเฉพาะ ไม่ควรหยิบไขควงมาใช้แทนเพียงเพราะอยู่ใกล้มือ การแยกหน้าที่เครื่องมือให้ถูกต้องเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยยืดอายุไขควง และลดอุบัติเหตุจากเครื่องมือหลุด ลื่น หรือแตกขณะใช้งานได้ด้วย

ทำความสะอาด ไขควง หลังใช้งาน
วิธีดูแลง่าย ๆ คือหลังใช้งานให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดปลาย ก้าน และด้ามจับให้สะอาด หากมีคราบน้ำมันหรือจาระบี ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ด แล้วเช็ดซ้ำด้วยผ้าแห้ง ไม่ควรปล่อยให้ด้ามเปียกหรือมีคราบลื่น เพราะจะทำให้มือลื่นและควบคุมแรงยากในครั้งต่อไป เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุหรือไขควงลื่นออกจากหัวสกรู
ถ้าโดนน้ำหรือใช้ในที่ชื้น ควรเช็ดให้แห้งทันที โดยเฉพาะปลายและก้านโลหะ แม้บางรุ่นจะเคลือบกันสนิม แต่ถ้าเปียกบ่อยหรือเก็บในที่อับชื้น สนิมก็ยังเกิดได้ ซึ่งจะทำให้ปลายไม่เรียบ คมเสีย และจับหัวสกรูได้ไม่แน่นเหมือนเดิม
สำหรับคราบกาวหรือคราบสีที่ติดแน่น ไม่ควรใช้ของแข็งขูดแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวปลายเสีย ควรเช็ดด้วยน้ำยาที่เหมาะกับคราบนั้น และระวังไม่ให้สารเคมีทำลายด้ามจับ โดยเฉพาะด้ามยางหรือพลาสติกบางชนิดที่อาจบวม เหนียว หรือกรอบเมื่อโดนสารเคมีแรง ๆ
เก็บ ไขควง ให้เป็นระเบียบ ลดการกระแทกและปลายเสีย
การเก็บ ไขควง มีผลต่ออายุการใช้งานมากกว่าที่คิด หลายบ้านมักโยน ไขควง รวมกับค้อน คีม ประแจ ตะปู และดอกสว่านไว้ในกล่องเดียวกัน เมื่อยกหรือเปิดปิดกล่องบ่อย ๆ เครื่องมือจะกระแทกกัน ทำให้ปลายไขควงบิ่น ด้ามเป็นรอย หรือปลายเสียรูปโดยไม่รู้ตัว
วิธีที่ดีกว่า คือเก็บ ไขควง แยกช่อง หรือใช้แผงแขวนเครื่องมือ รางเสียบ ซองม้วน หรือกล่องที่มีช่องเฉพาะ การแยกตามขนาดและประเภทช่วยให้หยิบใช้สะดวก ลดโอกาสทำหล่นและกระแทกกันเอง โดยเฉพาะไขควงปลายเล็กหรือไขควงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เสียหายง่าย ควรเก็บแยกให้ดี
ถ้าเป็นชุดไขควงที่มีกล่องเดิม ควรเก็บในกล่องเดิมเมื่อไม่ได้ใช้ เพราะออกแบบมาให้ล็อกแต่ละด้ามอยู่กับที่ ปลายไม่ชนกัน และรู้ทันทีว่าด้ามไหนหาย หากนำออกไปใช้นอกสถานที่ ควรตรวจนับก่อนเก็บกลับทุกครั้ง
อีกข้อควรระวัง คือไม่ควรเก็บ ไขควง ไว้ในที่โดนแดดจัด ความร้อนสูง หรือใกล้สารเคมีแรง ๆ เพราะจะทำให้ด้ามจับเสื่อมเร็วขึ้น โดยเฉพาะด้ามยางหรือด้ามสองวัสดุ หากเก็บในรถเป็นประจำ ควรใช้กล่องปิดมิดชิดและวางให้พ้นแดด

